ประวัติความเป็นมาของ สวท

นับแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ได้มีวิวัฒนาการทางด้านเทคโนโลยีใหม่ ๆ เกิดขึ้นมากมาย ซึ่งส่งผลดีต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์อย่างเห็นได้ชัด เช่น วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่เจริญรุดหน้า การค้นพบเวชภัณฑ์ที่ใช้รักษาโรคที่ไม่เคยรักษาให้หายขาดได้ ความเจริญก้าวหน้าเหล่านี้ ทำให้มนุษย์มีอายุยืนยาวมากขึ้นกว่าเดิม ทารกที่เกิดใหม่มีโอกาสอยู่รอดเพิ่มขึ้น ซึ่งการค้นพบนี้นับว่าเป็นผลดีต่อมนุษยชาติ แต่ในทางกลับกันก็เกิดปัญหาที่คาดไม่ถึงตามมา เช่น อัตราการตายในประเทศไทยลดลงอย่างชัดเจน ในขณะอัตราการเกิดยังคงอยู่ในระดับสูง มีผลให้อัตราการเพิ่มของประชากรพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว นั่นหมายถึงประเทศไทยกำลังประสบปัญหาการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร อันเป็นสาเหตุของความไม่สมดุลย์ของจำนวนประชากรกับทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด

สารพัดปัญหาของการเพิ่มอัตราประชากร

ปี พ.ศ. 2499 - 2500 ธนาคารโลกได้ส่งผู้เชี่ยวชาญมาสำรวจภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทย และได้ข้อสรุปว่า หากการเพิ่มของประชากรไทยอยู่ในอัตราที่สูงเช่นนี้ จะก่อให้เกิดปัญหาที่น่าวิตกตามมาหลายประการ เช่น การขาดแคลนโรงเรียน ปัญหาที่อยู่อาศัยไม่เพียงพอ รวมไปถึงปัญหาด้านบริการสาธารณสุข ปัญหาที่สำคัญคือการเพิ่มผลผลิตในระยะ 5 ปี ข้างหน้า อาจไม่เพียงพอกับความต้องการของจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น และที่น่าวิตกมากที่สุดคือจะเกิดวิกฤตปัญหาการว่างงานอย่างรุนแรงในอนาคต

จุดเริ่มต้นการวางแผนครอบครัวครั้งแรกในประเทศไทย

รัฐบาลได้ทบทวนและพิจารณาถึงผลกระทบต่าง ๆ อันเกิดจากการเพิ่มตัวอย่างรวดเร็วของจำนวนประชากรและได้มอบหมายให้สภาวิจัย แห่งชาติร่วมกับสภาพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ จัดให้มีการสัมมนาปัญหาประชากรถึง 3 ครั้ง เริ่มในปี พ.ศ. 2505, 2508 และ 2511

ปี พ.ศ. 2507 กระทรวงสาธารณสุข ได้ทดลองกิจกรรมด้านการวางแผนครอบครัวในชนบทบางจุด ซึ่งสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าประชาชนต้องการบริการด้านการวางแผนครอบครัวอย่าง มาก จึงได้มีกลุ่มบุคคลซึ่งประกอบด้วย ข้าราชการ นักธุรกิจ นักสังคมสงเคราะห์ แพทย์ และนักวิชาการ ร่วมกันพิจารณาหาแนวทางการช่วยเหลืองานของรัฐบาลในด้านการวางแผนครอบครัว ขึ้น หลังจากที่ได้ยกร่าง กฎ-ระเบียบ และข้อบังคับต่างๆ เรียบร้อยแล้ว จึงได้เสนอขออนุญาตจดทะเบียนก่อตั้ง และได้รับอนุญาตเมื่อวันที่ 14 เมษายน พุทธศักราช 2513 ภายใต้ชื่อ สมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สวท) พร้อมกับประกาศนโยบายวางแผนครอบครัวของรัฐบาลในปีนั้นเอง

บริการประชาชนครบทุกด้าน เปิดตัวคลินิกบริการวางแผนครอบครัวทันสมัยที่สุด

นับตั้งแต่นั้นมา สวท ได้ใช้ตึกหรั่ง กันตารัติชั้น 3 เป็นสำนักงาน และยังได้รับความสะดวกจากสภากาชาดไทยให้ใช้ห้องประชุมของแผนกสูติ-นรีเวช เพื่อจัดอบรมและดำเนินกิจกรรมด้านการให้การศึกษาและการเผยแพร่ข้อมูล ความรู้ อีกทั้งยังมีคลินิกที่มีการวางแผนครอบครัวทันสมัยที่สุดอยู่ที่ชั้น 2 ไว้บริการประชาชนด้วย

ร่วมเป็นสมาชิกสหพันธ์วางแผนครอบครัวระหว่างประเทศ (IPPF)

ทางด้านงบการเงินเพื่อใช้ดำเนินโครงการต่าง ๆ นั้น สวท ได้รับเงินส่วนหนึ่งจากค่าบำรุงของสมาชิก และได้รับการสนับสนุนจากองค์การระหว่างประเทศได้แก่ สหพันธ์วางแผนครอบครัวระหว่างประเทศ (International Planned Parenthood Federation) ภายหลังจาก สวท ได้จดทะเบียนอย่างถูกต้องตามระเบียบของทางราชการและถูกต้องตามกฏข้อบังคับ ของสหพันธ์วางแผนครอบครัวระหว่างประเทศแล้ว
สมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ยังได้สมัครเป็นสมาชิกของสหพันธ์ระหว่างประเทศ และยังอยู่ในฐานะสมาชิกสมทบ ซึ่งมีสิทธิที่จะมีผู้แทนของสมาคมฯ 1 คน (เท่ากับ1 เสียง) และเป็นผู้แทนของสมาคมฯ ในคณะกรรมการสหพันธ์วางแผนครอบครัวระหว่างประเทศส่วนภูมิภาคและคณะกรรมการ สหพันธ์วางแผนครอบครัวระหว่างประเทศส่วนกลาง

หลังจากเป็นสมาชิกสมทบ 2 ปี สวท จึงมีสิทธิมีผู้แทน 2 คน (2เสียง) หมายถึง 1 เสียงในการประชุมคณะกรรมการสหพันธ์วางแผนครอบครัวระหว่างประเทศ และ 1 เสียง ในคณะกรรมการสหพันธ์วางแผนครอบครัวระหว่างประเทศส่วนกลาง ต่อมา สวท ได้รับอนุมัติให้เป็นสมาชิกสามัญของสหพันธ์วางแผนครอบครัวระหว่างประเทศ ในปีพ.ศ. 2520

เร่งวางแผนประชากรและวางแผนครอบครัว

แผนพัฒนาเศรษฐฏิจและสังคม แผน 3 ในปีพ.ศ. 2515-2519 นับเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการวางแผนครอบครัวแห่งชาติ และแผนประชากร นับเป็นช่วงเวลาที่ สวท ต้องทำงานหนักและทุ่มเทอย่างมาก เพื่อจะเปลี่ยนแนวความคิดดั้งเดิมเรื่องการเพิ่มประชากร มาเป็นการวางแผนประชากร การวางแผนครอบครัวและการเพิ่มคุณภาพของชีวิต ในการทำงานครั้งนี้ถือเป็นงานท้าทายและยากยิ่งที่จะต้องเปลี่ยนทัศนคติของ ผู้กำหนดนโยบายระดับสูง นับว่า สมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้ช่วยงานของชาติให้ประสบความสำเร็จได้อย่างดียิ่ง โดยได้จัดสัมมนาหลายครั้งในแต่ละปี ให้กับผู้บริหารระดับสูง ในหน่วยงานระดับกรมกองและกระทรวง และขยายไปในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ ด้วยภารกิจความรับผิดชอบที่มากขึ้นและหน้าที่ที่ต้องดำเนินการเร่งด่วน ทำให้ต้องเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่ สวท มากขึ้น เพื่อให้ทันกับการดำเนินงาน ด้วยการขยายการทำงานอย่างรวดเร็วของสวท ปี พ.ศ. 2515 จึงย้ายสำนักงานไปอยู่ที่ถนนศรีอยุธยา

ปรับเปลี่ยนนโยบายให้ทันยุคสมัย ขยายบริการครบทุกด้าน บริการอย่างมีประสิทธิภาพ

ทิศทางการทำงานของ สวท จะปรับเปลี่ยนให้ทันยุคสมัย และตรงตามความต้องการของคนในประเทศ ตลอดจนสนองตอบนโยบายของสหพันธ์วางแผนครอบครัวระหว่างประเทศ
งานในช่วงเริ่มต้นของ สวท เน้นหนักเรื่องการเปลี่ยนทัศนคติของผู้บริหารและผู้วางนโยบาย สวท ได้รณรงค์ด้านการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจ เพื่อให้เกิดการนำไปปฏิบัติทางด้านการวางแผนครอบครัว สวท จะเป็นผู้ให้บริการทุกอย่าง และช่วยงานรัฐบาลหลาย ๆ ด้านที่หน่วยงานรัฐยังทำไม่ได้เต็มที่หรือทำได้ไม่ทั่วถึง
ต่อมาแนวนโยบายทั้งของสหพันธ์วางแผนครอบครัวระหว่างประเทศและของโครงการวาง แผนครอบครัวแห่งชาติ ได้ขยายบริการมากขึ้น ส่งผลให้มีการก่อตั้งสมาคม ฯ ที่มีลักษณะงานด้านการวางแผนครอบครัวเช่นเดียวกันเกิดขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อการทำงานอย่างมาก เพราะทุกสมาคมฯได้ประสานงานร่วมกัน จัดประชุมร่วมกัน และขับเคลื่อนการทำงานไปพร้อม ๆ กันอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลยิ่งขึ้น จนถึงปัจจุบันนี้

History of PPAT

The history of the family planning program in Thailand has its roots in the years following the end of World War II. At that time, Thailand began to experience a sharp decline in the mortality rate and a continuous rise in the birth rate. The result was a rapid increase in the population growth rate which seemed certain to eventually upset the equilibrium between the size of the country’s population and its available resources.

The problem was brought into sharper focus by a report made by the World Bank in 1959 that the Thai population was growing at an alarming rate. It predicated that population pressure would result in such problems as a shortage of schools, inadequate housing, poor health care and unemployment. The World Bank experts declared that even if national production could be increased significantly during the ensuing five years, the increase would not be sufficient to meet the needs of the country’s growing population.

After considering the dimensions of this problem the Government assigned the National Research Council and later to the National Economic and Social Development Board to propose solutions. Serveral national seminars were held for this purpose during the period of 1963-1968.

The Ministry of Public Health in 1964 launched some family planning activities on a trial basis in selected rural areas. Meanwhile, some concerned government officials, businessmen, social workers and physicians formed a group who volunteered its services to draft an operational structure that would be able to provide family planning information education and services to the interested public even in the absence of government policy approximately two years prior to the government’s acceptance of voluntary family planning as a principal population policy instrument. On 14 April 1970, the working group of those volunteers was registered as The Planned Parenthood Association of Thailand (PPAT). After the official recognition of family planning, PPAT has been one of the leading NGOs in providing supportive and complementary role in government’s family planning efforts. Most notable of all, PPAT is the only family planning related NGO in Thailand which has been granted permission to operate under the patronage of Her Royal Highness the Princess Mother. The Planned Parenthood Association of Thailand (PPAT) is presently the only Thai organization with membership in the International Planned Parenthood Federation (IPPF), which has its headquarters in London. Every year IPPF provides budget and other maternal support for the operation of PPAT.

PPAT is a private, non-profit and non-political organization. The Association dose not work for particular benefit of anyone, individual, or group, but aims to educate and serve the entire community, helping the larger society to improve their quality of life and to better understand population problems.

Objectives of PPAT

  1. To provide information, guidance, counselling, education and training, including services with regard to family planning, sex education, family life education and quality of life development for the general public, individuals and other target population groups as well as to stimulate and promote individual’s responsibility toward their families in order to better the quality of life of each family, community and the country.
  2. To stimulate and encourage other agencies in both government and private sectors for greater awareness on population problems and development of population quality.
  3. To find ways and means to provide services and promote new initiatives and ideas about family planning and quality of life development in order that substantial activities shall be implemented efficiently and effectively for real benefits of the people.
  4. To implement projects in support of and for the success of identified national population policy in addition to other operations within the scope of PPAT’s objective as specially requested by concerned government agencies.
  5. To collaborate, participate in activities and create good relationships with government and private organization as well as other institutions of same or similar objectives both in Thailand and aboard.
  6. To implement all other tasks in relation to and for the success of the above mentioned objectives.